Monday, 5 December 2022

10 เรื่องจริงของ โลก (Earth) ที่คุณอาจไม่เคยรู้

 

ปก 10เรื่องจริงของโลก(Earth)ที่คุณอาจไม่เคยรู้

โลกใบนี้นั้นมีความพิเศษอยู่มากมาย เราต่างก็ค้นคว้าศึกษามันมาโดยตลอด เราจะพาคุณมาพบกับ 10 เรื่องจริงของโลก ที่คุณอาจไม่เคยรู้

อันดับที่ 10 คําว่า Earth เริ่มต้นกันเบาเบากับคําว่า Earth ที่หมายถึงโลกของเรา ซึ่งหลายคนนั้นอาจจะยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าในบรรดาดาวเคราะห์ที่มีอยู่ในระบบสุริยะของเรา โลกใบนี้เป็นเพียงแค่ดาวดวงเดียวที่ไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามเทพเจ้ากรีกและโรมันซึ่งในส่วนของคําว่า earth นี้ เริ่มมีการใช้กันอย่างจริงจังในยุคของนิโคลัส copenica ราวๆ ปี 1543 โดยเชื่อกันว่ามันน่าจะมาจากคําศัพท์โบราณที่เก่ากว่านั้น

อันดับที่ 9 ความเร็วในการแยกตัว ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 335 ล้านปีก่อน โลกของเรานั้นเคยมีทวีปที่ใหญ่มากมากทวีปเดียว ซึ่งเราเรียกมันว่ามหาทวีปแพนเจีย จากนั้นเมื่อวันเวลาผ่านไปจนถึง 175 ล้านปีก่อน มหาทวีปแห่งนี้ก็ได้มีการแยกตัวออกมาอย่างช้า ๆ จนกลายมาเป็นทวีปต่าง ๆ อย่างที่เราเห็นกันในปัจจุบัน

อันดับที่ 8 ตกมายังโลก อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในแต่ละวันนั้นมีวัตถุจากอวกาศตกลงมาที่โลกของเรามากมาย และส่วนใหญ่ก็เสียดสีกับชั้นบรรยากาศ และลุกไหม้ไปจนหมดสิ้นก่อนตกถึงพื้นโลก โดยที่นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้คํานวณออกมาว่าในแต่ละวันจะมีอุกกาบาตน้อยใหญ่ตรงลงมาที่ชั้นบรรยากาศของโลกประมาณ 4000 ล้านอัน อีกทั้งยังมีฝุ่นคอสมิกที่ตกลงมาสู่ชั้นบรรยากาศของโลกประมาณ 100 – 300 ล้านตันต่อวันกันเลยทีเดียว

earth

อันดับที่ 7 น้ำพื้นผิวกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของโลกเรามันถูกปกคลุมไปด้วยน้ำจนทําให้มองเห็นจากอวกาศเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินที่สวยงาม และแม้ว่ามองเผินเผินแล้วเหมือนบนโลกใบนี้จะมีน้ำในปริมาณที่มากมายมหาศาลแต่นั่นก็ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมวลและปริมาตรของโดยที่นักวิทยาศาสตร์ได้คํานวณออกมาว่า น้ำทั้งหมดที่มีบนโลกใบนี้มันคิดเป็นเพียงแค่ 0.07เปอร์เซ็นต์ของมวลโลกและคิดเป็น 0.4 เปอร์เซ็นต์ของปริมาตรของโลก

อันดับที่ 6 ความหนาแน่นของโลก แม้ว่าโลกของเราจะไม่ใช่ดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ แต่มันก็เป็นดาวเคราะห์ที่มีความหนาแน่นมากที่สุด โดยมีความหนาแน่นอยู่ที่ประมาณ 5.2 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ในขณะที่อันดับที่สองก็คือดาวพุธที่มีความหนาแน่นอยู่ที่ 5.427 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร

อันดับที่ 5 ออกซิเจน 20 % ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีข้อความหนึ่งที่แพร่กระจายไปเทอร์เน็ตที่กล่าวว่าออกซิเจน 20% ที่มีอยู่ในโลกใบนี้ถูกผลิตออกมาจากป่าอเมซอน โดยป่าอะเมซอนนี้มีพื้นที่ประมาณ 5.5 ล้านตารางกิโลเมตรและประเมินว่าน่าจะมีต้นไม้อยู่ประมาณ 390000 ล้านต้น มันจึงทําให้ข้อความดังกล่าวดูมีความสมเหตุสมผล แต่ล่าสุดจากบทความของ nationalgeographic.com ที่เปิดเผยเอาไว้ในปี 2019 ระบุว่านักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนั้นไม่เห็นด้วยกับข้อความนี้ โดยพวกเขาได้แย้งว่าในทางกายภาพนั้นมันเป็นไปไม่ได้เลยที่ป่าอเมซอนจะผลิตออกซิเจนเปอร์เซ็นต์ของโลกเนื่องจากบริเวณนั้นมันมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เพียงพอที่จะให้พืชสังเคราะห์แสงสําหรับออกซิเจนมากมายขนาดนั้น

อันดับที่ 4 วงแหวนไฟ เราคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับแผ่นดินไหวมาไม่มากก็หน่อยซึ่งเหตุการณ์แผ่นดินไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของเรานั้นกว่า 90 เปอร์เซ็นต์นั้นเกิดขึ้นตามแนวของสิ่งที่เรียกว่าวงแหวนไฟโดยมันเป็นแนวเส้นที่เกิดการชนกันของแผ่นเปลือกโลกจึงไม่แปลกที่จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นอยู่บ่อยครั้งและบางครั้งก็นําไปสู่การเกิดคลื่นสึนามิวงแหวนไฟนี้มีความยาว40000 กิโลเมตร และยังเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟถึง 452 ลูก โดยมีหลายร้อยลูกที่กําลังคุกรุ่นอยู่

โลกในยุคบรรพกาลอาจมีสีม่วง

อันดับที่ 3 โลกเคยเป็นสีม่วง ปัจจุบันนี้โลกของเราคือดาวเคราะห์สีน้ำเงินสดใสตัดกับพื้นที่สีเขียวจากพืชพรรณธรรมชาติ โดยที่สีเขียวเหล่านี้เกิดขึ้นมาจากคลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ในพืช มันเป็นสารที่ดูดซับแสงในช่วงสีแดงและสีน้ำเงิน แล้วปล่อยแสงสีเขียวออกมา แต่ถ้าว่าเมื่อ 3500 ล้านปีก่อน ไม่ใช่แบบนี้ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ประเมินว่า พืชในสมัยนั้นสังเคราะห์แสงด้วยสารที่มีชื่อว่าลีตินอล ซึ่งเป็นสารที่มีวิวัฒนาเกิดขึ้นมาก่อนสารคลอโรฟิลล์ มันเป็นสารที่ดูดซับแสงในช่วงสีเหลืองและสีเขียว จากนั้นก็จะมีการปล่อยแสงสีม่วงและสีแดงออกมาแทน ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ว่าโลกของเราเมื่อ 3500 ล้านปีก่อน อาจจะเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินแกมม่วงก็เป็นได้

อันดับที่ 2 ดวงจันทร์สองดวงในอดีต ในข้อนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับดาวบริวารของโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสนใจกับทฤษฎีที่ว่า ในอดีตนั้นโลกของเราเคยมีดวงจันทร์อยู่ถึงสองดวง ซึ่งดวงที่เล็กกว่ามันมีความกว้างอยู่ที่หนึ่งพันสองร้อยกิโลเมตร โดยเจ้าดวงจันทร์ทั้งสองดวงนี้เคยโคจรรอบโลกของเราอยู่ช่วงเวลาหนึ่งจากนั้นพวกมันทั้งสองดวงก็เกิดการชนกันเอง แล้วกลายมาเป็นดวงจันทร์เพียงแค่ดวงเดียว

อันดับที่ 1 การสลับกันของขั้วแม่เหล็กลง ปัจจุบันขั้วใต้ของแม่เหล็กโลกนั้นอยู่ทางซีกโลกเหนือ ในขณะที่ขั้วเหนือของแม่เหล็กโลกนั้นกลับอยู่ทางฝั่งของซีกโลกใต้ ซึ่งนอกจากคุณสมบัติและประโยชน์ของมันแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการสลับขั้วกันของแม่เหล็กโลกซึ่งนั่นหมายความว่าขั้วแม่เหล็กโลกทั้งสองขั้วนั้นจะสลับที่กัน และมันก็เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมาแล้วหลายต่อหลายครั้งในอดีต

สนับสนุนโดย ufa4k.vip